ราชดำเนิน ตำบลกระสุนตก
จะเป็นอย่างไร? ถ้าตลอด 88 ปีของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่แรก ๆ ที่ผู้คนจะออกมาต่อสู้คือหน้าบ้านคุณ

ถนนเส้นนี้เป็นที่ตั้งของอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยที่สร้างมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทุกวันนี้ก็ยังคงต้องมีการเรียกร้องให้ประชาธิปไตย

เพราะฉะนั้น ผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้เลยถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยโดยปฏิเสธไม่ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม จะว่าไปพวกเขาก็น่าจะเป็นกลุ่มคนแรก ๆ ที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะถูกสื่อกรองข้อมูลผ่านการนำเสนอข่าวอีกที

ย้อนกลับไปวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ก่อนสถานการณ์การเมืองจะระอุถึงขนาดนี้ ก่อนที่จะเปลี่ยนจากม็อบที่มีแกนนำมาเป็นออร์แกนิคม็อบ ที่ทุกคนเป็นแกนนำและมีสิทธิ์ที่จะพูดปราศรัยแลกเปลี่ยนความเห็นที่มีต่อบ้านเมืองในปัจจุบัน นอกจากวันนี้จะเป็นวันครบรอบ47ปีของเหตุการณ์14ตุลาหรือที่ใครบางคนอาจจะเรียกมันว่าวันมหาวิปโยค หรือวันที่ประชาชนได้รับชัยชนะ แน่นอนว่ามันเป็นชัยชนะที่ไม่ยั่งยืนเพราะไม่งั้นตอนนี้เราคงไม่ประท้วงกันแล้ว ถึงจะเป็นวันที่เมฆครึ้มแต่อากาศอบอ้าวไม่เหมือนวันก่อน ๆ ที่ฝนตกแทบจะทั้งวัน เราเดินเข้าไปในการชุมนุมเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา
กิจกรรมวันนี้นอกจากจะมีการรื้อต้นไม้ที่รอบอนุเสาวรีย์ เปลี่ยนสภาพกลับจากการเป็นสวนมาเป็นอนุเสาวรีย์จริง ๆ อีกครั้ง มีการปราศรัยบนรถของแกนนำก่อนที่จะพากันเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เราเข้าไปเก็บภาพบรรยากาศ ได้ขึ้นไปยืนบนอนุเสาวรีย์ ได้ตอบความสงสัยว่าหลังบานประตูสีแดงนั้นมีอะไรข้างใน (ตามอ่านได้ในชุดภาพ‘ประชาธิปไตยเชิงสัญลักษณ์’ก่อนหน้านี้
หลังจากนั้นเราจึงค่อย ๆ เดินออกมาที่ถนนโดยรอบ ได้มองเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่เจ้าของบ้านก็ดูข่าวม็อบนี้อยู่เหมือนกันแต่ไม่ได้ออกไปดูด้วยตาตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ม็อบก็อยู่ใกล้แค่นี้ แต่เลือกที่จะรับฟังข่าวสารที่ออกมาจากสื่ออีกที มันทำให้เราสงสัยว่าทำไมเขาไม่ออกไปดูด้วยตาตัวเองกันนะ
“เราไม่ชอบม็อบนี้อ่ะ” เจ้าของบ้านตอบด้วยรอยยิ้มผิดกับคำพูดที่พูดออกมา

“เพราะอะไรครับ?”

“เพราะเขามีเจ้า…ดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยว”

“เคยมีผลกระทบอะไรจากม็อบมั้ยครับ แบบรถติด วุ่นวาย เสียงดัง นอนไม่หลับ อะไรอย่างนี้มีมั้ยครับ?”

“มี ๆ”

“เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ? แต่ละครั้งเลยเท่าที่พี่ประสบพบเจอมา”

“(ฮา) เอาครั้งไหนล่ะ? ครั้งกปปส.เหรอ”

“ครั้งไหนก็ได้ครับ แล้วแต่อยากแชร์เลย”

“ก็ ถ้าเสื้อแดงมันก็น่ากลัวหน่อยเพราะว่ามันมีแก๊สน้ำตามีอะไรมาลงตรงนี้ที่ว่ายิงกันน่ะ”

“แล้วตอนนั้นพี่อยู่ที่บ้านมั้ย”

“อยู่ ก็ปิดประตูแอบดู แต่ว่าตอนม็อบกปปส.รู้สึกว่ามันเหมือนธรรมดา ๆ เหมือนมีงานอะไรงานหนึ่งอะไรอย่างนี้ มันก็แตกต่างกัน ม็อบพวกนี้มันสู้ 14 ตุลา 16 ไม่ได้”

“แสดงว่ามีประสบการณ์โชกโชน ก็ที่เดียวกันหนิ เป็นยังไงมั่งครับตอนนั้น?”

“เทียบกันไม่ได้หรอกอันนั้นเขาแน่วแน่มากกว่า เขาจริงจังกว่าคือเขาไม่กลัวอ่ะ แต่ว่าตอนนั้นเรายังเด็กมากจนต้องปิดร้านหนีเลย แล้วก็มาม็อบ35 พฤษภาทมิฬ อันนั้นของจำลอง ก็ปกติเพราะเหมือนเราก็เจอมาเยอะแล้วไง ถ้าใครไม่ยุ่งกับสถาบันเราก็อยู่ข้างนั้นแหละ”

“ตั้งแต่ที่ผ่านมานี้ครั้งไหนรุนแรงสุด? ในความรู้สึกพี่ก็ได้”

“มี14ตุลานั่นแหละ แล้วก็มาม็อบเสื้อแดง นั่นแหละสองอัน แล้วก็มีพฤษภาทมิฬแต่มันก็ไม่หนักเท่าสองอันนั้นแหละ”

“แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างที่เห็นการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ชุมนุม?”

“เห้ยแต่เขาก็ใจดีมากแล้วนะ เจ้าหน้าที่เขาก็ดูไม่กล้าเท่าไหร่ ไม่เหมือนสมัยก่อนยุค14ตุลา อันนั้นเห็นชัด ๆ ขนาดคนยืนแถวนี้เขายังยิงเลย ไม่เอาไว้เลย อันนี้เขายังใจดีไม่ใช้อาวุธเลย ไม่เหมือนคราวนู้น คราวนู้นนักเรียนตายเยอะ แล้วตรงอนุเสาวรีย์ตรงนี้เขาก็ชักศพขึ้นไปบนพาน(รัฐธรรมนูญ)”

“ศพเหรอครับ?” คิดว่าฟังไม่ชัดรึเปล่า ทำให้เราต้องถามอีกรอบ

“ใช่”

“แล้วใครชักอ่ะครับ?”

“พวกนักศึกษา ก็ชักให้ดูไงว่าเนี่ยโดนยิง”

อยากรู้เหมือนกันว่าหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 16 ตุลา 63แล้ว คุณพี่ท่านนี้จะมีความเห็นต่อเจ้าหน้าที่ที่เคยบอกว่าใจดีอย่างไร หรือไม่เขาก็อาจจะยังคิดแบบเดิมก็ได้

“มีอยู่แล้วล่ะผลกระทบน่ะ หรือเธอว่าไม่มี? ทุกครั้งที่มีอะไรก็กระทบอยู่แล้ว” เจ้าของร้านหนังสือที่วันนี้ออกมานั่งดูเหตุการณ์อยู่หน้าบ้านตอบเรา
“พี่อยู่ตรงนี้มาสี่สิบปี จำได้มั่งไม่ได้มั่ง แต่รู้ทุกครั้งที่มีมันกระทบมาตลอดแต่เราก็ต้องอยู่ให้ได้ ไม่ได้โทษใครหรอกนะแต่ว่าก็น่าจะไปคุยกันเป็นกิจลักษณะ”

ในระหว่างนั้นก็มีตำรวจเดินขบวนผ่านมาพอดี
“พี่น่ะ ชินกับทหารตำรวจเพราะอยู่กันมานานแล้ว คนอื่นก็อาจจะกลัวนะแต่ว่าพี่เฉย ๆ ”

“เฉย ๆ เรื่อง?”

“เรื่องทหารตำรวจเดินอะไรอย่างนี้”

“ส่วนตัวรู้สึกยังไงกับแต่ละม็อบบ้าง? มีที่เชียร์บ้างมั้ย?”

“ไม่ เราไม่เชียร์ อยู่เฉย ๆ เราควรขายของทำมาหากินจะไปยุ่งกับใคร”

พี่อยู่ตอนเขาสลายการชุมนุมมั้ย

อยู่ ๆ อยู่ตลอด อยู่ที่บ้านตลอดเพียงแต่ว่าไม่ออกไปยุ่งข้างนอกเท่านั้นแหละ ถ้าถามว่ากระทบอะไรก็…ก็กระทบหลายด้านนะ ส่วนรวมอย่างนี้”

#ถ้าการเมืองดี สำหรับพี่จะเป็นยังไง?

การเมืองพี่ก็เห็นมาทุกสมัยมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นแต่ก็ไม่เลวลงไปกว่านี้แล้วนะ ไม่ใช่บ้านเราบ้านเดียวนะต่างประเทศก็เป็น จะโทษบ้านเราไม่ได้หรอก จะโทษว่าคนของเราไม่เก่งไม่ได้เพราะคนของเราก็ทำมาตลอด ต่างประเทศเจ๋ง ๆ ยังเซเลยอ่ะแล้วจะมานับประสาอะไรกับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง

หมายถึงเรื่องโควิด?

โควิดนี่ประเทศเราอ่ะควบคุมอยู่นะ ประเทศอื่นเขาติดแล้วตายกันเยอะแยะ นายกทุกคนก็มีส่วนดีและไม่ดีผสมกันไป ไม่มีใครดีหมดทุกคน จะให้ถูกใจคนทั้งประเทศก็ไม่ได้
พี่ก็สงสารเขา(นายก)เหมือนกันนะ เขาก็คงปวดหัวหลายเรื่อง คนนู้นก็จะเอาอย่างนึง คนนี้ก็จะเอาอย่างนึงเป็นเรา ๆ จะปวดหัวมั้ย แค่คนในบ้านเราเถียงกันเราก็ปวดหัวแล้ว อันนี้คนทั้งประเทศเถียงกันเนี่ย…พี่ก็สงสารเขาอยู่นะ เวลาที่เขาทำในสิ่งดี ๆ คนไม่ค่อยนึกถึง จะโทษเศรษฐกิจเหรอ?มันก็แย่มาตั้งแต่นายกคนก่อนนู้นแล้วไม่ใช่ว่าเพิ่งมาเป็นตอนเขา ที่พี่พูดนี่เป็นกลางเลยนะ ไม่ได้โทษใคร

ครับพี่ เข้าใจครับ

ก็ไม่รู้ว่าเด็ก ๆ เขาจะคิดยังไงนะ แต่ขออย่างเดียวไม่มีเรื่องน่ะดีที่สุด เพราะว่าเวลาที่มีผลกระทบนี่เห็นมั้ยคนไทยต้องมาตีกันเอง มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย

“ช่วงนี้ขายดีมั้ยครับ?”
“เอ่อ มันเงียบมาตั้งแต่โควิด หนังสือมันเริ่มเงียบลงมาตั้งแต่มีออนไลน์มีอะไรอะแต่พี่ขายเพราะใจรัก จริง ๆ แล้วก็คือไม่อยากให้มันหายไปจากแผงหนังสือทั่วไปอะ เราก็ยังพออยู่ไหวนะเพราะไม่ต้องเสียค่าเช่า” 

“ก็ไม่สะดวกเรื่องการเดินทาง แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะทำนะ” เจ้าของบ้านท่านหนึ่งที่ไม่สะดวกให้บันทึกภาพกล่าว

“ในความทรงจำพี่ มีเหตุการณ์อะไรพีค ๆ มั้ยครับ?”

“ที่พีค ๆ ก็มีแค่พฤษภาทมิฬแค่ครั้งเดียวนอกนั้นก็ไม่เลย ก็ที่ตอนนั้นมันมีการปะทะกันแต่ตอนนั้นผมก็ยังเด็กมาก”

“แล้วตอนปีเสื้อแดงล่ะ?”

“เสื้อแดง เสื้อเหลืองนี่ผมไม่เห็นอะไรนะ ก็แค่รบกวนการเดินทางเฉย ๆ”

“ได้อยู่ที่บ้านตอนเขาสลายการชุมนุมมั้ย? กังวลถึงความอันตรายมั้ย?”

“ไม่ค่อยกังวลครับ ที่รุนแรงอ่ะมีครั้งเดียวก็คือพฤษภาทมิฬนอกนั้นไม่มีอะไร ก็จะเป็นการชุมนุมแบบนี้เท่านั้นเอง”

“แล้วที่ผ่านมาเคยเห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นบ้างมั้ย?”

“เท่าที่ผ่านมานี่ผมไม่เคยเจอเลย ตั้งแต่เหลือง…เหลืองแดงนี่ไม่มีนะ ที่มันมีความรุนแรงตอนนั้นเสื้อแดงก็ไปอยู่พระรามสี่ ผมไม่เห็นเลยอ่ะ”

“รู้สึกยังไงเวลามีประท้วงแต่ละครั้งมั่งครับ”

“ก็รู้สึกว่ารบกวนเรื่องการเดินทาง จะออกไปไหนมาไหนลำบากก็อาจจะมีรำคาญนิดหน่อย ประมาณนี้ครับ แต่มันก็เป็นเสรีภาพในการแสดงของเขานะ”

“ถ้าเกิด #การเมืองดี พี่คิดว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง?”

“ถ้าการเมืองดี การค้าการขายมันก็ดี ถ้าไม่ดีสภาพมันก็เป็นอย่างนี้แหละ เละเทะหมด”

อากาศอบอ้าวทำให้เราเดินไปที่ตู้ขายน้ำ แล้วก็หยิบน้ำเปล่ามาหนึ่งขวด

“เท่าไหร่ครับ” ซื้อเสร็จเราก็เดินออกมาจากร้าน 

“วุ่นวายมั้ยครับช่วงนี้?” เราเป็นฝ่ายเปิดประเด็นถามหลังจากรับประทานมื้อเที่ยงปนเย็นเสร็จ

“วุ่นวาย แต่ก็ขายของได้ดีขึ้น มันก็มีบ้างที่อันตรายแต่เราก็มีหน้าที่ขาย อาจจะเดินทางไม่สะดวกเพราะมีม็อบ มันก็จะมีอะไรอย่างนี้แหละ”

“เคยต้องปิดเพราะมีสลายการชุมนุมมั้ย?”

“พฤษภาทมิฬน่ะปิด ปิดยาวเลยเพราะดุจริงตอนนั้น”

“แล้วเคยคิดมั้ยครับว่าจะย้ายไปที่อื่น?”

“ไม่เลย เราอยู่ตรงนี้มานาน อยู่ตั้งแต่50-60ปีแล้ว คุณยายได้บ้านหลังนี้ตอนปี17”

“แสดงว่าไม่ทัน14ตุลา?”

“14ตุลาคุณยายขายอยู่ข้างนอก ยังไม่มีร้านนี้ ขายเป็นรถเข็นแล้วก็เก็บเงินจนได้หลังนี้มา”
“ไม่รู้ดิ มันพูดยากเนาะ เราอยู่ตรงนี้ด้วยเราก็ต้องอยู่ มีอะไรก็คอยมองเอาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้ามีความรุนแรงก็ปิดประตูบ้านลง…แต่คงไม่ย้ายหรอก (ฮา)”

“ก็ทำเลมันดีอ่ะเนาะ”

“แต่เดี๋ยวนี้คนเงียบนะเพราะไม่มีต่างชาติด้วยแหละ แถวๆนี้เป็นโฮสเทลเยอะ”

“พี่คิดว่าจะมีมั้ยที่ซักวันการเมืองมันจะดีขึ้น?”

“โห…อันนั้นมองไม่ออกเลย เพราะว่านักการเมืองก็เหมือนเดิม”

พี่เจ้าของร้านเงียบไปชั่วขณะก่อนที่จะพูดต่อ

“มันก็วนอยู่อย่างเงี้ยะ เบื่อนะแต่ก็ทำอะไรไม่ได้”

ใจหนึ่งเราก็อยากจะชวนคุณพรี่โต๊ะข้าง ๆ คุยด้วยเพราะอยากรู้มุมมองของเขาทั้งในฐานะประชาชนและตำรวจว่าคิดอย่างไรบ้าง แต่ดูจากการแต่งกาย ลักษณะท่าทางที่ดูออกตั้งแต่ไกลว่านักข่าวชัด ๆ ของเราแล้ว เขาคงไม่ตอบแน่ ๆ แถมจะโดนถ่ายรูปเอาน่ะสิ 

หลังจากวนเวียนอยู่แถวถนนดินสอได้ซักพักเราก็พาตัวเองออกมาเดินรอบนอกบ้าง ถึงแม้เวลาจะห่างมาพักใหญ่ ๆ แล้วแต่ก็ยังมีผู้ชุมนุมกำลังทะยอยเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลอยู่อย่างไม่ขาดสาย สิ่งที่สะดุดตาเราคือร้าน ๆ หนึ่งที่ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศชุมนุมแต่ก็ยังมีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนเรื่อย ๆ

“ไม่เลย”
“ไม่เลยเหรอ? ที่ผมหมายถึงนี่ไม่ใช่แค่ผลกระทบจากม็อบตอนนี้นะ”
“ตั้งแต่อดีตก็ไม่นะ คือใครมาเราก็ตามเขาไป เราก็ไม่ได้ไปอะไรกับเขา”

“ทันม็อบไหนบ้างครับ?”

“ทันทุกม็อบ พี่มาอยู่นี่ครั้งแรกตั้งแต่ม็อบที่เขาทุบหมดเลยน่ะ”

“ทุบอะไรครับ?”

“ทุบหน้าบ้าน พี่ขายของไม่ได้เลย เขาทุบไอ้ท่อทุบอะไรทุบหมดตอนจำลอง-สุจินดาพี่มา”

“ปี’35?”

“อื้อ มาตอนนี้แหละที่เผากรมประชาสัมพันธ์ ตอนม็อบจำลองพี่ยังเข้าไปช่วยเขาอยู่เลย
แล้วพี่รู้สึกยังไงกับเรื่องความไม่ยุติธรรม เมื่อวาน(วันที่13)พี่ได้ดูไลฟ์มั้ย ที่เขายกไผ่อ่ะ รู้สึกยังไงครับ
พี่ไม่ชอบ พี่สงสารม็อบเสื้อแดง…”

บทสนทนาต้องตัดช่วงไปเพราะลูกค้าเข้าพอดี

“..ทีเสื้อเหลืองทำอะไรก็ไม่ผิด กับเสื้อแดงนี่เอาแก๊สน้ำตามาทิ้งตอนสี่โมงเย็น เอาคนมายิงเขาอีก”

#ถ้าการเมืองดี สำหรับพี่คืออะไร?”

“พี่คิดว่าคือไม่ต้องมีเสื้อเหลืองเสื้อแดง พี่คิดว่าเราเป็นคนไทยด้วยกันไม่จำเป็นต้องมีเสื้อเหลืองเสื้อแดง… ใช่มั้ย?เรามีพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน ถึงยังไงท่านก็เป็นเจ้าของแผ่นดิน จะไล่ประยุทธ์ไล่ไป แต่อย่าก้าวล่วงพระมหากษัตริย์”

“วันนี้คิดว่าจะรุนแรงมั้ย?”

“วันนี้เหรอ ก็50/50 อยู่ที่ว่าเส้นเราใหญ่พอรึเปล่า”

ผู้ที่อ่านอยู่ก็คงจะรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากผ่านวันที่14 ตุลาคม 63 

ด้วยความที่เพิ่งเคยผ่านทางครั้งแรกทำให้เราต้องถามทางคนแถวนั้นเรื่อย ๆ จนไปออกทางตรอก ๆ หนึ่งซึ่งมาทราบเอาทีหลังว่านี่คือที่ ๆ เขาเรียกว่าคลองหลอด ระหว่างกำลังเดินออกเราพบคุณพี่คนหนึ่งที่กำลังนั่งชิลล์อยู่กับเพื่อนบ้านในละแวกอีกสองคน

ด้วยคาแรคเตอร์ที่ดูน่าสนใจบวกกับเครื่องประดับที่ห้อยอยู่ มันเลยเป็นการกระตุ้นให้เราอยากรู้ถึงประสบการณ์และมุมมองของเขาที่มีต่อม็อบ

“ข้อหนึ่งข้อสองนี่ไม่เป็นไรนะ อยากไล่รัฐบาลอยากไล่สว.ไล่ไปเลย…แต่อย่าแตะต้องสถาบัน นะ บอกระดับแกนนำไว้ด้วย ถ้าคุณไม่แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์เนี่ยรับรองจะมีคนออกไปช่วยคุณเยอะ แต่ถ้าคุณแตะต้องนะรับรองเขาไม่เอาด้วย พี่ไม่เอาด้วย” เจ้าของสร้อยพูดขณะที่ในมือถือบุหรี่ที่จุดแล้ว

แล้วม็อบครั้งก่อน ๆ ส่งผลกระทบอะไรต่อพี่มั่งมั้ย?”

พวกเรานี่พันธมิตรฯเก่าเลย” เพื่อนบ้านคนหนึ่งพูดแทรกแนะนำตัวเองระหว่างบทสนทนา

ครั้งก่อน ๆ เขาไม่รู้หรอก เขาลืมไปหมดแล้วจ้าาา อันนั้นมันยุคเก่าแล้วสมัยร.9 นี่มันร.10แล้วจ้ะทุกคนเขาก็เปลี่ยนหมดแล้วจ้า เพื่อนบ้านอีกคนพูดแทรกด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

เพื่อนบ้านหนึ่ง มันไม่เปลี่ยน เรื่องรักพระเจ้าอยู่หัวนี่ไม่เปลี่ยน รัก9แล้วมารัก10ด้วย

ผู้ถูกสัมภาษณ์หันมาคุยกับเราต่อโดยมีเพื่อนบ้างทั้งสองคนดีเบตกันอยู่เป็นแบ็คกราวนด์
“ไอ้ที่พวกเรา(หมายถึงกลุ่มผู้ชุมนุมยุคนี้)เสียรังวัดกันนี่ก็เพราะว่าเราออกไปพูดตรงธรรมศาสตร์รังสิตแล้วเราแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นแหละคนเลยหาย ที่จริงพันธมิตรฯเขาก็อยากออกมาช่วยอยู่นะ ที่เขาไม่เอาด้วยก็เพราะว่าม็อบนี่ไปแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์แค่นั้นแหละ ต้องเปลี่ยนmindsetใหม่…ถ้าไม่เอารัฐบาลน่ะเห็นด้วย”
“พวกพี่ก็โดนแก๊สน้ำตามาเยอะแล้วนะ”
เพื่อนบ้านสอง: ลุง ๆ (หมายถึงเพื่อนบ้านคนแรก) สมัยก่อนเขาเป็นสีแดงสีเหลืองเนาะ สมัยนี้เป็นสีดำไง
เพื่อนบ้านหนึ่ง: ไม่รู้แหละสีอะไรก็ช่าง ถ้าไม่เอาในหลวงเราก็ไม่เอาด้วย ถ้าเขาจับปืนเราก็จับด้วย
เพื่อนบ้านสอง: ช่ายย
ผู้ถูกสัมภาษณ์: ชัดเจนนะ พวกพี่น่ะ แนวหน้า ไม่ใช่แนวหลัง….อย่าแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว อย่างอื่นยอมได้….เคเนาะ ที่เรามีอยู่ทุกวันนี้เพราะอะไร ที่เราไม่เป็นเมืองขึ้นของใครในโลกนี้ ที่เรามีเอกราชเท่าทุกวันนี้เพราะใคร
เพื่อนบ้านสอง: เพราะคนไทยทุกคนช่วยกัน 🙂

จังหวะโคตรได้ เราเลยเผลอหัวเราะไป

ผู้ถูกสัมภาษณ์: เพราะในหลวงงง!! จำไว้เลยเพราะในหลวง เงินถุงแดงที่เราต้องเสียไปเนี่ยเพราะฝรั่งเศสมันจะเอาเรือรบมายิงวัดพระแก้ว สำนักพระราชวังนะจำไว้ สามล้านฟรังก์มันบอกว่าไม่เอาเงินแบงก์เอาแต่เงินเหรียญ เงินถุงแดงในพระคลังเนี่ย รัชกาลที่3พระองค์ท่านเก็บไว้เนี่ยเพื่อไถ่ถอนประเทศเราเท่าทุกวันนี้ รัชกาลที่5เสียแผ่นดินไทยไปเท่าไหร่ฝั่งแม่น้ำโขงทั้งหมด เสียมราฐ ศรีโสภณ พระตะบอง ฝั่งลาวทั้งหมด..
เพื่อนบ้านสอง: มันเคยเป็นของพระเจ้าบุเรงนองมาก่อนไม่ใช่เหรอ?
ผู้ถูกสัมภาษณ์: บุเรงนองก็ส่วนบุเรงนอง แต่บุเรงนองก็ยังแพ้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เพื่อนบ้านสอง: มันไม่ใช่ของเราเดิม
ผู้ถูกสัมภาษณ์: เป็น-ของ-เรา-เดิม (พี่เขาพูดแบบ ‘ช้า ๆ ชัด ๆนะครับ’ เหมือนอดีตหัวหน้าพรรคท่านหนึ่ง)
เพื่อนบ้านสอง: เป็นของเราเดิมได้ยังไงในเมื่อมันเป็นของพม่ามาก่อน
ผู้ถูกสัมภาษณ์: นั่นแหละเราต้องไปสืบเสาะดี ๆ ประเทศไทยไม่เคยรุกรานใคร มีแต่ประเทศอื่นมารุกรานประเทศไทย จำไว้ ที่เรามีปัญหาแทบทุกวันนี้เพราะมีอยู่สามประเทศนะ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศสเนี่ยที่ทำให้คนไทยแตกแยกแทบทุกวันนี้
เพื่อนบ้านสอง: คนที่ทำให้คนไทยแตกแยกทุกวันนี้คือคนไทยด้วยกันเอง
ผู้ถูกสัมภาษณ์: ….ไม่ใช่
เพื่อนบ้านสอง: เด็กสมัยนี้เขาเรียนหนังสือเขารู้ค่ะว่าทุกชนชาติ ทุกเผ่าพันธุ์รวมกันอยู่ที่สยามประเทศ
ผู้ถูกสัมภาษณ์: ไม่งั้นเราไปฟังเพลงชาติสิ รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เพื่อนบ้านสอง: ทุกชาติทุกศาสนาอยู่ที่ไทยก็คือคนไทยค่ะ คนที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติก็คือคนไทย

บทสนทนานี้ยืดยาวต่อไปเรื่อย ๆ จน “เพื่อนบ้านหนึ่ง” ต้องขอให้พักยกแค่นี้ ผู้อ่านอ่านแล้วรู้สึกว่าพี่เขาปั่นมั้ย เราว่าปั่นแหละแหม ปั่นเก่งงงง ดูออกหน่า ส่วนตัวเราชอบบรรยากาศที่พวกเขาดีเบตกันนะ รู้สึกว่าถ้าเป็นคนไม่รู้จักกันป่านนี้คงต่อยกันแล้ว (ฮา)

หลังจากสัมภาษณ์เสร็จเราก็เดินหาทางออกไปตรอกสาเก ด้วยความที่ทางเดียวกัน “เพื่อนบ้านสอง” เลยอาสาเดินนำทางให้ 

พอเดินออกมาเราได้แลกเปลี่ยนบทสนทนานิดหน่อย
เพื่อนบ้านสอง: เนี่ย พวกคนที่ใส่เสื้อเหลืองนี่เค้าจงรักภักดีทั้งนั้นเลย(พูดพลางผงกหัวให้ดูบรรดาคนใส่เสื้อเหลืองเดินผ่านพร้อมของหิ้วเต็มมือ) ไม่มีใครมาเอาของฟรีเลยเห็นมั้ย พวกเยาวชนปลดแอกน่ะมันล้มเจ้า (ทำหน้าทำตาเหมือนรู้ ๆ กันกับเราว่าประชด)

โทษนะครับนี่ใช่คลองหลอดหรือตรอกนักปั่นครับเนี่ย ปั่นกันเก่งเหลือเกิน พี่ ๆ เขาแค่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่นแหละะ แกอ่ะคิดมากกกก 

จากหลายๆมุมมอง หลาย ๆ ความเห็นที่เราเจอวันนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าบางทีอาจจะเพราะการเมืองมันใกล้ตัวพวกเขาเกินไปหรือเปล่า มันทำให้พวกเขารู้สึกเอือมระอา เบื่อหน่าย บางคนก็ไม่คาดหวังจนชินชา และไม่อยากที่จะออกไปรับรู้ข้อมูลที่ออกมาจากม็อบตรง ๆ กลายเป็นว่าคนที่อยู่ใกล้ที่สุดกลับเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รับข่าวสารมาไม่ถูกมากที่สุดเสียอย่างนั้น 
Loading next article...