เก้ๆ กังๆ ไร้บ้านครั้งแรกในยุคโควิด

พิษเศรษฐกิจจาก COVID-19 ทำให้ปริมาณคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นกว่าเดิมจนเห็นได้ชัด 

ปัญหาคนไร้บ้านมีทีท่าว่าจะไม่หมดไปจากประเทศไทยง่ายๆ เพราะโครงสร้างบางอย่างกำลังกดทับพวกเขาและสร้างวงจรอุบาทว์… ตราบใดที่คุณได้ไร้บ้านแล้ว มันยากที่จะกลับไปมีบ้านอีกครั้ง

เราตัดสินใจลองเป็นคนไร้บ้านดู 1 วันเพื่อดูว่าจริงๆ แล้วพวกเขาใช้ชีวิตกันยังไง รู้สึกยังไง และทำความเข้าใจปัญหาของพวกเขาให้มากขึ้น

ผมอยากลองเป็นคนไร้บ้านดูเพราะอยากจะรู้ว่าเป็นยังไง ถึงจะไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของเขาได้ทั้งหมดก็เถอะ เพราะสุดท้ายแล้ว วันถัดไปเราก็รู้ว่ายังมีบ้านให้กลับแน่ ๆ …

ยิ่งในยุควิกฤตโควิดแบบนี้จำนวนคนไร้บ้านมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนเห็นได้ชัด ดูง่าย ๆ จากความหนาแน่น ความถี่ของการเจอ หรือแม้แต่หน้าใหม่ ๆ ก็มีเพิ่มให้เห็น ก็คงเป็นไอ้โรคบ้านี่แหละที่เป็นต้นตอของทั้งหมด เพราะมันทำให้ใคร ๆ ก็พากันตกงาน หลายกิจการก็พากันเจ๊งเพราะขาดรายได้

สิ่งนึงที่เราเจอและอยากสปอยล์ก่อนจะเล่าต่อก็คือถ้าบ้านมันดี… การมีบ้านให้กลับไปก็อุ่นใจเหมือนกันแหละ

ท่ามกลางอากาศร้อน แสงแดดที่เผาตัวจนแสบบนถนนราชดำเนิน  วันนี้เป็นวันที่เราเห็นคนไร้บ้านที่นี่เยอะที่สุด เราเข้าไปปูลังกระดาษนั่งคุยกับลุงไร้บ้านคนหนึ่ง ถามว่าแถวนี้เค้าแจกอาหารที่ไหน ลุงชี้ไปที่หน้าเบนซ์ราชดำเนินฝั่งตรงข้ามที่คนเยอะกว่า แล้วเล่าว่าแถวฝั่งนี้ที่คนน้อยกว่า ก็พอมีคนเอาอาหารมาแจกบ้าง แต่ตอนนี้ลุงไม่อยากข้ามไปฝั่งที่คนเยอะเพราะกลัวโควิด

“วันนี้ลุงกินมาแล้ว มีคนเค้าเอาอาหารมาแจก”

“ไอ้หนุ่ม กินมายัง ข้ามไปเอาสิ ฝั่งนั้นได้ชัวร์เพราะคนเยอะ” – ลุงแนะนำอย่างกันเอง เท่าที่เราสังเกตดู ลุงดู ‘ช่ำชอง’ กับการอาศัยอยู่ริมถนนแบบนี้มากตามประสาคนไร้บ้าน ‘หน้าเก่า’

ลุงบอกว่าตอนรออาหารควรจะนั่งรออยู่ห่าง ๆ คนอื่นหน่อย แต่พอมีรถทำท่าจะมาจอดเทียบให้รีบวิ่งไปหน้า ๆ เลย จะได้ได้อยู่หัวแถว

“อย่าไปกลัวสิ ถ้ากลัวก็อด” – ลุงบอกกับเรา ก่อนเราจะบอกลาแล้วเดินไปดูที่ฝั่งตรงข้ามตามที่ลุงบอก

เรากลายเป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ในแถว ๆ นั้น ระหว่างที่เรานั่งอยู่ในกลุ่มเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไร จริง ๆ นอกจากนอนหลับ นั่งคุยกัน หรือเดินเก็บขยะ คนไร้บ้านแทบจะไม่มีกิจกรรมอะไรเลย อืม… ไม่แปลกใจเลยที่คนไร้บ้านชอบเหล้าขาว เพราะดูจะเป็นหนึ่งในความสุขแค่ไม่กี่อย่างที่เข้าถึงได้

เรานั่งคุยกับ ‘ป้าติ๊ก’ อดีตแม่บ้านที่เดินมารอของแจกจากปิ่นเกล้าเพื่อฆ่าเวลา ป้าติ๊กเล่าว่าตอนนี้ตกงานเพราะโรงแรมที่ตัวเองทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ต้องปิด ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้า หยิบห่อถุงพลาสติกออกมาก่อนจะเปิดถุงหยิบ ‘ภาพถ่าย’ สมัยตัวเองสาว ๆ ให้ดูพร้อมกับย้อนอดีตที่ผ่านมาให้ฟัง… ดูเหมือนว่าสำหรับป้าติ๊ก ความทรงจำช่วงที่ดีที่สุดจะผ่านมานานแล้ว

“ถ้าแฟนป้าไม่ตาย ก็คงไม่ต้องมาลำบากแบบนี้หรอก” – ป้าติ๊กบอกเราในขณะที่ตัวเองคาดหวังว่าจะมีใครซักคนเอาอาหารมาแจกแถวนี้

วินาทีนี้ ‘ภาพถ่ายเก่า ๆ ’ ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุด ป้าติ๊กอธิบายเรื่องต่าง ๆ ให้เราฟังก่อนจะบรรจงเก็บภาพถ่ายอย่างเบามือเข้าไปในห่อพลาสติกและเก็บเข้ากระเป๋าผ้าเหมือนเดิม

“ป้าอยู่แถวนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เมื่อก่อนก็วิ่งเล่นแถวนี้ ทำงานแถวนี้แหละ” – ป้าติ๊กบอกเรา ซึ่งดูเป็นเรื่องตลกร้ายชะมัดที่ป้าติ๊กยังคงต้องมาคอยรับอาหารที่แถวนี้อีก ครบเครื่องจริง ๆ แต่ก็ขำไม่ออกหรอกนะ

เรานั่งคุยกับป้าติ๊กซักพักใหญ่ ๆ จนถึงตอนนี้ป้าติ๊กก็ยังมีความหวังว่าจะกลับมาทำงานแม่บ้านในโรงแรมได้อีกครั้ง เราคุยกันเพลิน ๆ แต่ไม่ทันไรทุกคนแถวนั้นก็ต้องหันขวับไปเป็นตาเดียวเพราะมีคนใจดีเอาอาหารมาแจก

“ดีเนอะ ได้ไข่กินแล้ว” – ป้าติ๊กบอกเรา ก่อนจะยื่นไข่สามฟองในถุงมาแบ่งเรา แต่เราปฏิเสธเพราะเราก็ได้มาเหมือนกัน

ตั้งแต่แรกเราถามตัวเองมาตลอดว่าเราดูเหมือนคนไร้บ้านบ้างมั้ยนะ แต่คำถามก็ถูกตอบโดยถุงไข่ปิ้ง ฮ่า ๆๆๆ ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแหละนะ  เราบอกลาป้าติ๊กและออกเดินดูแถวนี้ต่อ

อ๋อใช่ มีจังหวะนึงเรานั่งพักบนขอบอิฐที่ล้อมต้นไม้ เราโดนคนกวาดขวะตวาดใส่ด้วยว่า ‘หลบไป!!’  เพราะเขาจะกวาดพื้นแถว ๆ เราพอดี เราสะดุ้งนิดนึงก่อนจะลุกหลีกทางให้

แปลกแฮะ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยโดนใครในหน่วยงานไหนตวาดใส่เลย ฮ่า ๆ แต่วันนี้โดนซะแล้ว ทำเอาอดคิดไม่ได้เลยว่าพี่ ๆ ไร้บ้านเค้าจะโดนอะไรมาบ้าง แต่อีกใจนึงก็แอบคิดว่าพี่ ๆ คนกวาดขยะก็คงเอือม ๆ เบื่อ ๆ เหมือนกัน  เพราะตอนนี้จำนวนคนไร้บ้านเพิ่มเยอะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็อย่างว่าแหละ… ยิ่งคนเยอะ ขยะก็ยิ่งเยอะ 

หลังเรานั่งพักและสูดกลิ่นฉี่จากริมกำแพงแถวนี้อย่างจำยอมจนหายเหนื่อย เราก็ออกเดินดูต่อ

ปัญหาใหญ่สำหรับคนไร้บ้านนอกจากจะเป็นเรื่องปากท้องแล้วก็คือเรื่อง ‘บัตรประชาชน’ เพราะสิทธิ์ต่าง ๆ มักจะมาพร้อมบัตรใบนี้ ไม่โดนข้อหาต่างด้าว แถมยังใช้เป็นหลักฐานในการสมัครงานอีกด้วย แม้แต่ ‘พี่แก่’ ที่ยังพอมีบ้านอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง บอกเราว่าบัตรโดนยึดไปแล้ว

พี่แก่เคยหางานผ่านนายหน้า ไปทำงานไร่สับปะรด แต่งานหนักและเอาเปรียบเกินไป ทนไม่ไหว เลยหนีกลับมากรุงเทพฯทั้ง ๆ ที่ยังทำงานใช้ค่านายหน้าไม่หมด บัตรเลยยังโดนยึดอยู่ ก่อนจะกลับมาทำงานทาสีกับเถ้าแก่คนเก่าที่รู้จักกัน แต่ไม่วายโดนพักงานไม่มีกำหนดเพราะ COVID-19

“ไม่กล้ากลับบ้าน แม่เอาแต่ด่า ไม่ฟังผมเลย” – พี่แก่เล่าถึงปัญหาส่วนตัวกับแม่(จริง ๆ )ให้ฟัง ถึงแม้ตอนนี้พี่แก่จะยังไม่มีเงินทำบัตรประชาชนใหม่ แต่ความคิดที่จะขอความช่วยเหลือจากแม่ก็ไม่ได้อยู่ในหัว

“แม่ชอบหาว่าเอาแต่กินเหล้า จริง ๆ ก่อนหน้านี้ก็กินแค่วันละ 2 เป็ก 20 บาทเท่านั้นแหละ เอาซักหน่อยมั้ยล่ะ?” – พี่แก่พูดไปพราง บิดฝาขวดที่ใส่น้ำใส ๆ โปร่งแสงเอาไว้ขึ้นมาจิบก่อนจะส่งมาให้เรา แต่เราปฏิเสธ

“เห็นผมนั่งเฉย ๆ แบบนี้แต่ที่จริงผมเครียดมากนะ มันไม่รู้จะเอายังไงต่อกับชีวิต นั่งคิดจนปวดหัวหมดแล้ว” – พี่แก่บอกเรา

ก่อนบอกลากัน เริ่มไม่มั่นใจแล้วแฮะว่าพี่แกปวดหัวเพราะเครียดหรือเพราะเหล้าขาว ฮ่า ๆๆ เรายื่นไข่ปิ้งที่ได้ตอนนั่งคุยกับป้าติ๊กให้พี่แก่ทั้งถุง พี่แก่รับไป หยิบไข่ออกมา 1 ฟอง มาเก็บไว้ที่ตัวเองและส่งที่เหลือคืนมาให้เรา

“วันนี้ผมกินข้าวแล้ว” – พี่แก่พูดเบา ๆ 

เราลองย้ายย้ายไปดูทางฝั่งสวนลุมกันบ้าง เท่าที่สังเกตดูแต่ละม้านั่งริมถนนจะถูกจับจองเป็นที่นั่งที่นอนของคนไร้บ้านทั้งนั้น เราหยุดยืนอยู่ข้างม้านั่งตัวหนึ่งและทักทายพี่ยักษ์ หนึ่งในคนเพิ่งไร้บ้านจากโควิดระลอก 3

เราเข้าไปนั่งคุยพร้อมกับซื้อข้าวเหนียวหนังไก่ทอด น้ำอัดลม น้ำเปล่า มาสองชุด กะว่าจะนั่งกินไปด้วยคุยไปด้วยแต่แทนที่จะได้นั่งกินด้วยกัน พี่ยักษ์รับอาหารจากเราไป หยิบข้าวเหนียวขึ้นมากัดหนึ่งคำ จากนั้นก็หยิบทับเปอร์แวร์จากเป้ออกมาเก็บอาหาร และเปิดน้ำอัดลมกระป๋องดื่ม ต่างจากเราที่กำลังกัดข้าวเหนียวคำโตสลับกับยัดหนังไก่ทอดเข้าปากเพราะเริ่มหิวมื้อเย็นแล้ว

“มาอยู่แบบนี้มันต้องวางแผนเรื่องอาหารการกิน วันนี้พี่กินไปบ้างแล้วตอนเช้า แต่อย่างน้อยพรุ่งนี้เช้าก็มีกินชัวร์ๆละ” พี่ยักษ์พูดพร้อมกับหยิบข้าวเหนียวเปล่าๆ ค่อนถุงกับน้ำจิ้มแจ่วที่กินเป็นมื้อหลักในวันนี้ออกมาให้เราดู อืม… เขินเหมือนกันแฮะ เพราะนั่งกินไปสัมภาษณ์ไป พี่ยักษ์ก็ตอบคำถามเราสลับกับนั่งมองเรากินตาปริบ ๆ รู้สึกแปลกจัง

พี่ยักษ์เล่าว่าก่อนหน้านี้เคยทำซุ้มน้ำชาอยู่ในสวนลุม แต่พอสวนลุมปิด ก็ตกงานจนต้องออกมาอยู่แบบนี้ทันที ตอนนี้เพิ่งอยู่มาได้ประมาณครึ่งเดือน จากนั้นก็หยิบซองยาเส้นออกมาพันสูบและยื่นให้เราหนึ่งตัว

“อะ เดี๋ยวจะหาว่าคนจรไร้น้ำใจ” – พี่ยักษ์บอกเราและยื่นยาเส้นส่งมาให้ เรารับมาจุดสูบเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ พวกเราผลัดกันถามผลัดกันตอบท่ามกลางความมืดและแสงไฟถนนสีเหลือง หลังมวนยาเส้นไหม้จนถึงโคนแล้ว พี่ยักษ์ก็เอามาใส่รวมกับถุงขยะส่วนตัว และเก็บกระป๋องน้ำอัดลมทิ้งใส่ถุงไปด้วย

“เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ค่อยเอาไปทิ้ง ถ้าเราอยู่แบบเป็นระเบียบ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไปอยู่ที่ไหนเค้าก็ไม่ไล่” – พี่ยักษ์พูดมาเสียงใส

“มาอยู่แบบนี้ได้พักนึง ตอนนี้เริ่มชินยังพี่?” – เราถาม

“ไม่อยากใช้คำว่าชิน ไม่อยากมีความรู้สึกชินกับเรื่องนี้ พี่ไม่อยากให้มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตพี่” – พี่ยักษ์ตอบเรา พร้อมกับขยายความว่าคนที่มาอยู่แบบนี้ไม่มีใครแค่อยากได้เงินหรอก มันลำบากจะตาย ทุกคนอยากได้งานคืนทั้งนั้นแหละ

พี่ยักษ์เล่าว่าเคยพยายามหางานแล้ว ได้งานล้างจาน แต่ทำไม่ไหวเพราะมีโรคประจำตัวที่ปวดตามข้อต่อคล้าย ๆ เก๊าท์ ต้องกินยาตลอด พอไปล้างจานมันก็ไม่ไหว ปวดไปหมด พร้อมกับบิดข้อศอกขึ้นมา เป็นข้อศอกที่ดูแล้วปูด ๆ แหลม ๆ กว่าปกติ ก่อนที่จะหยิบยาขึ้นมาให้เราดู 

“ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำงานนะ แต่ร่างกายเราไม่ได้… อยากกกกกกกกก อยากโคตร โคตรจะอยากเลย แต่ถ้าเราไปทำอย่างงี้… มันไปไม่ได้ เพราะเราก็พยายามแล้ว มันไม่ใช่ว่าเรายังไม่ลองดิ้น” – พี่ยักษ์บอกเราด้วยน้ำเสียงกวน ๆ

พี่ยักษ์เสริมต่อว่าตอนนี้ดิ้นหางานมันยาก เผลอ ๆ หลายอย่างจะแย่กว่าเดิม เพราะเคยมีเพื่อนลงทุนซื้อรองเท้า ซื้อกางเกง หมดไปหลายร้อย เพื่อไปสมัครงาน แต่เขาไม่รับ ก็กลายเป็นเสียเงินไปเปล่า ๆ อ้าว กลายเป็นยิ่งหางานยิ่งยากจนซะงั้น ทำไมมันกลับตาลปัตรไปหมดล่ะเนี่ย

สำหรับเรา การตกงานมันเป็นเรื่องน่ากลัว โดยเฉพาะทั้งตกงานทั้งไร้บ้านพร้อมกัน พี่ยักษ์ที่ตอนนี้ตัวคนเดียวคงรู้สึกเหงาและเคว้งกว่าตอนที่เราตกงานหลายเท่า เพราะตอนนั้นเรายังมีที่นอนนุ่ม ๆ กับข้าวที่แม่ทำให้สามมื้อ และกำลังใจจากครอบครัว

เราค่อย ๆ ตั้งสติ ละเลียดเงินเก็บออกมาใช้อย่างคุ้มค่า มีแรงคิดหาทางออกเต็มที่ เพราะปัจจัยที่ต้องกังวลมีแค่ ‘หางาน’ ไม่ต้องคิดอีกหลายเรื่องอย่างพี่ยักษ์ เช่น ความปลอดภัย สุขอนามัย สุขภาพ อาหารการกิน และหางาน แล้วไหนจะความเหนื่อยที่สะสมมาอีก

พี่ยักษ์เล่าว่าอยู่ตรงนี้อาหารการกินก็อาศัยคนใจบุญเค้าเอามาให้บ้าง กับมีฝรั่งที่วิ่งออกกำลังกายเป็นประจำคนนึงคอยให้ทีละ 20 บาท ส่วนห้องน้ำก็ข้ามไปเข้าในโรงพยาบาล ส่วนอาบน้ำก็ดีหน่อยที่ที่นี่เค้าเข้าใจ ให้เปิดก็อกอาบน้ำได้ตอนดึก ๆ ที่ไม่ค่อยมีรถวิ่งแล้ว

เราถามพี่ยักษ์ว่าที่บ้านรู้สถานการณ์ตอนนี้มั้ย

“เค้าไม่รู้หรอก เพราะผมไม่เคยเอาความลำบากไปให้ที่บ้าน เราเป็นผู้ชายนะหนุ่มเอ๊ย… หนุ่มต้องเข้าใจจุดนี้ เราตัวคนเดียว ลูกเมียอะไรก็ไม่มี คุณจะเอาความลำบากไปให้ที่บ้านและญาติพี่น้องคุณเหรอ?”

พี่ยักษ์เล่าว่าทางบ้านที่ต่างจังหวัดก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร เลยไม่อยากทำให้ที่บ้านไม่สบายใจและลำบากขึ้นไปอีก ซึ่งแผนของพี่ยักษ์ตอนนี้คือยื้ออยู่แบบนี้ไป… จนกว่าสวนลุมจะเปิดอีกครั้ง

ตั้งแต่แรกที่เรามาตรงนี้จนดึก เราสงสัยว่าบางจังหวะที่เรายืนคุยกับพี่ยักษ์ ทำไมถึงชอบมีรถมาชลอดูเราแล้วก็ขับไปต่อ จนเพิ่งมาปะติดปะต่อตอนเห็นผู้หญิงคนนึงออกมายืนริมถนนบ้างนี่แหละ เฮ้ยพี่ ผมก็ไม่ได้เหมือนผู้หญิงขนาดนั้นเปล่าครับ ฮ่า ๆๆๆ ตอนนี้เราขายบริการ… ถ่ายรูปอย่างเดียวเด้อออ

“คืนนี้พี่นอนนี่ใช่เปล่า ผมขอลองนอนอยู่แถวนี้กับพี่ด้วยนะ” – เราถาม พี่ยักษ์ทำหน้าหน้าสงสัย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

“เอางั้นเหรอ… ได้ ลองนอนดู จะได้รู้ อยู่ตรงนี้มันไม่มีคำว่าสบายเลย” – พี่ยักษ์ตอบเรา แต่สีหน้ายังคงดูงง ๆ เราไม่รอช้ารีบปูลังกระดาษที่พื้นข้างม้านั่งและคุยต่อ

พอเริ่มดึกเราเตรียมตัวจะนอนพี่ยักษ์บอกว่าแถวนี้มีคนลักเล็กขโมยน้อยเยอะ ตอนนอนให้ระวัง ให้นอนหนุนของและเอารอ’เท้าไว้ใต้หัว ไม่งั้นหายหมด เพราะคนพวกนี้มือเบามาก พี่ยักษ์ที่เพิ่งมาอยู่ก็โดนรับน้องไปตามระเบียบ

สุดท้ายท่านอนของเราคือเอาของทุกอย่างใส่ถุงผ้า มัดปากถุง และเอายัดไว้ในเสื้อ เอาชายเสื้อใส่ในกางเกงและนอนกอดถุงผ้าอีกที สวนหัวก็หนุนขวดน้ำ เป็นท่านอนที่… ไม่สบายซักนิด! แต่ก่อนหน้านั้นเราก็ส่งกล้องให้พี่ยักษ์ถ่าย ก็ตอนนี้มีกันอยู่แค่นี้นี่นะ ฮ่า ๆๆๆ

ความรู้สึกของการนอนในที่แจ้งครั้งแรกมันคือความระแวง มันต่างกับการนอนในห้องที่มีกำแพงมีหลังคาลิบลับ มันมีเสียงอะไรเคลื่อนไหวอยู่รอบตัวเต็มไปหมด ซ้ายบ้างขวาบ้างใกล้บ้างไกลบ้าง หยั่งกับตอนโรงหนังเช็กระบบเสียง Surround ก่อนหนังฉายไม่มีผิด

เรานอนคิดนู่นนี่ไปเรื่อยไม่นานเราก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อย แต่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเป็นระยะเพราะเสียงรถบรรทุก ไม่ก็เสียงลมพัด หรือมอเตอร์ไซค์ขับผ่าน จนบางทีเราก็คิดนะว่านอนแบบนี้มันเหนื่อยกว่าไม่นอนหรือเปล่านะ ผิดกับพี่ยักษ์ที่นอนนิ่งแทบไม่ขยับทุกทีที่เราเหลือบไปดู

ซักช่วงตีสาม เรากับพี่ยักษ์สะดุ้งตื่นมาเพราะเสียงลมและฟ้าร้อง ใช่ครับ… ฝนตก เรากับพี่ยักษ์ย้ายสัมมโนครัวเข้าไปหลบอยู่ใต้ป้ายรถเมล์ที่ตอนนี้บางป้ายก็มีคนไร้บ้านเข้ามาอาศัยหลบฝนอยู่แล้ว ไม่นานฝนก็เทลงมาห่าใหญ่

“ไม่ต้องหลับต้องนอนกันแล้วคืนนี้” – พี่ยักษ์บอกเราตอนหลบฝนกันที่ป้ายรถเมล์ ชีวิตไร้บ้านที่ไม่มีกำแพงหรือหลังคาเป็นของตัวเองดูจะลำบากกว่าที่คิด… โดยเฉพาะหน้าฝน

จนถึงตอนนี้เราเริ่มเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับคนไร้บ้านมากขึ้น แต่ก็คงไม่ทั้งหมดเพราะลึก ๆ ในใจเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเรายังมีบ้านให้กลับ 

เรารู้สึกว่าความ ‘ไร้บ้าน’ มันไม่ใช่เหลือ 0 แต่มันคือการติดลบ การไม่มีสายป่าน ไม่มีเงินทุน ไม่มีบัตร ไม่มีสิทธิต่าง ๆ และที่สำคัญไม่มีบ้าน หรืออาหารครบมื้อมันบั่นทอนแล้วทำให้การจะดีดตัวเองกลับขึ้นไปเป็นเหมือนเดิมมันทำได้ยาก 

พูดง่าย ๆ คือ จาก -10 ไป 0 มันยากกว่าจาก 0 ไป 10 หลายเท่า

พอเช้ามืดเริ่มจะมีแสงสว่าง เราบอกลาพี่ยักษ์และออกเดินทาง ‘กลับบ้าน’ 

หลังจากนั้นทุกครั้งที่เรากินข้าว ทุกครั้งที่ฝนตก เรามักนึกถึงคนไร้บ้านทุกคนที่เราได้พูดคุยด้วย หวังว่าคงไม่ปล่อยให้สภาพ ‘ไร้บ้าน’ กลืนกินจนถอนตัวไม่ขึ้น

หวังว่าคงสบายดี

Loading next article...