ด่านกักกันโรคไทยก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด?
ข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าจากจีนได้กลายเป็นหัวข้อใหญ่ที่คนไทยแทบทุกคนให้ความสนใจพูดถึงในวงกว้างในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา

นอกจากจะจับตามองกระแสโลกแล้วยังอดไม่ได้ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับประเทศตัวเองชนิดช็อตต่อช็อต ไม่ว่าจะเป็นจำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อ กติกาการคัดกรองคน และวิรีการตอบสนองต่อปัญหานี้ของรัฐบาลแต่ละที่ในช่วงเวลาวิกฤต ซึ่งแต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่จะพูดในแง่ที่ว่าทำไมวิธีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไทยถึงไม่ตรงใจและดูดีเหมือนกับต่างประเทศ

ประเทศที่ผมเห็นว่าคนไทยหยิบขึ้นมาเปรียบเทียบกับบ้านเรานั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเทศ แต่ที่ได้รับเสียงชื่นชมจากชาวทวิตและชาวเน็ตรอบตัวว่ามีการจัดการที่ดีเหลือเกินก็คือสิงคโปร์ ทั้งในเรื่องของการแจกหน้ากากป้องกันไวรัส ด่านตรวจสนามบิน และการประชาสัมพันธ์ให้คนในประเทศรับมือกับเหตุการณ์ครั้งนี้ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นยังไงกัน

จนกระทั่งเมื่อวานผมมีโอกาสได้เดินทางไปทำงานทริปสั้นๆที่สิงคโปร์แค่วันเดียว เลยลองสังเกตดูว่ามีอะไรบ้าง การเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิก็ปกติดีเหมือนทุกครั้ง จะมีผิดแปลกไปบ้างก็คือภาพคนส่วนใหญ่ที่เข้าแถวสแกนกระเป๋าเข้าด่านตรวจทุกคนต่างสวมหน้ากากสารพัดรูปแบบ และมีเจลฆ่าเชื้อวางให้ใช้ในส่วนที่สแกนนิ้วมือเท่านั้นเอง

คนที่เดินทางจากเมืองไทยส่วนใหญ่เตรียมตัวค่อนข้างพร้อม ดูได้จากคนบนเครื่องที่ล้วนแต่ใส่หน้ากากตลอดระยะเวลาการเดินทาง โดยเฉพาะแอร์โฮสเตสและสจ๊วตที่ต้องให้บริการผู้โดยสารจำนวนมากในแต่ละวัน

มีขำอยู่บ้างก็ตอนที่เห็นคุณป้าคนไทยที่รอคิวข้างหน้าใส่ชุดป้องกันเต็มยศ มีทั้งหน้ากากและพกเจล (ที่เจ้าหน้าที่สั่งให้ทิ้งก่อนเข้าเพราะขวดใหญ่ไป) สะดุ้งตอนได้ยินเสียงคนจาม แล้วก็รีบถอยหลังไปเมื่อได้ยินเค้าพูดเป็นภาษาจีน

อะไรจะกลัวขนาดนั้น!

พอไปถึงสิงคโปร์ก็ต้องแปลกใจว่าไม่มีใครกั้นด่านอะไรอย่างที่คิดไว้ จะมีก็แต่เครื่องสแกนอุณหภูมิที่วางอยู่ตรงทางผ่านสองข้าง ดูเป็นด่านแบบหงอยๆ มีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่นิดหน่อย ซึ่งมันก็เว้นระยะห่างกันพอสมควร อันนี้ไม่รู้ว่าในทางปฏิบัติแล้วเครื่องมันจะทำงานครอบคลุมพื้นที่ไหม แต่ไม่มีการกั้นทางเดินให้ต้องเดินผ่าน น่าคิดว่าถ้าสมมุติมีคนจงใจเลี่ยงเดินไปตรงกลางแล้วเครื่องจะสแกนเจอกันมั้ย?

ผ่านตรงนี้มาแล้วก็ไม่มีอะไร เดินไปหา ตม. รับกระเป๋า แล้วก็เดินเข้าประเทศเค้าไปทำธุระได้แบบงงๆ ว่าเออ มีแค่นี้จริงๆใช่ไหมอ่ะ?

คือเขียนได้แค่นี้ก็เพราะมันมีแค่นี้เลยจริงๆ

พอไปนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็นคนสิงคโปร์เองถึงเรื่องนี้ เค้าก็บอกกันว่าน่าจะมีการคัดกรองคนที่สนามบินให้ดีกว่านี้ เพราะตัวเค้าเองก็เพิ่งเดินทางกลับจากเขมรเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งพอผ่าน ตม. ออกมาแล้วก็คิดแบบเดียวกันกับที่เราคิดว่ามันมีกระบวนการแค่นี้จริงๆเหรอ?

ภาพที่ตลกในสายตาเราอีกอย่างนึงคือคนวิ่งออกกำลังโดยใช้ผ้าปิดปาก ในขณะที่คนเดินถนนหลายๆคนไม่ได้สวมเครื่องป้องกันอะไรเลย นั่นหมายความว่าถ้าเกิดมีคนหนึ่งจามหรือไอไปโดนที่ปิดปาก แล้วคนที่สวมหน้ากากเอามือเปล่าสัมผัสโดน ก็อาจจะติดเชื้อนี้ได้อยู่ดี

อาจเป็นเพราะไม่เคยเดินทางในช่วงเวลาที่มีปัญหาแบบนี้ระบาดไปทั่วโลก ผมเลยค่อนข้างแปลกใจว่าโรงแรมที่จองไว้ถามก่อนว่าเคยเดินทางไปเมืองจีนช่วงนี้ไหม พอปฏิเสธก็ให้เซ็นรับรองว่าถ้าเกิดเราเป็นไข้แล้วเขาจะเอาตัวไปส่งโรงพยาบาลทันที แต่เราต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

พอทำธุระเสร็จก็ได้เวลากลับจากสิงคโปร์ ปรากฏว่าคราวนี้สะดวกกว่ามาก เพราะไม่มีการสแกนอะไรใดๆทั้งสิ้นเลย เรียกว่าจะกลับแล้วเหรอ เชิญเลยจ้า อำนวยความสะดวกให้เต็มที่ ตรงส่วนที่สแกนนิ้วก็ไม่มีน้ำยงน้ำยาแอลกอฮอล์อะไรให้ทั้งนั้น ถ้ามีคนเป็นเชื้อนี้จริงๆก็น่าจะติดกันตรงนี้ได้ เพราะเชื้อเหล่านี้มากับสารคัดหลั่ง ละอองน้ำ ไม่ได้เป็นฝุ่นฟุ้งลอยอยู่ในอากาศตลอดเวลาซักหน่อย การล้างหรือทำความสะอาดมือทุกครั้งที่เข้าไปเจอกับจุดอันตรายก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก

ระหว่างที่นั่งรอเครื่อง ผมสังเกตว่าคนที่นี่ไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้มากนัก ถ้าดูจากจำนวนของคนใส่หน้ากากในเมือง บนรถไฟฟ้า หรือคนที่เดินทางในสนามบิน เรียกว่าคนไทยใส่หน้ากากกันเยอะกว่ามาก โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ ในขณะที่ตัวเจ้าหน้าที่บางคนที่นี่เองยังใส่บ้างถอดบ้างกันอยู่เลย ทั้งๆที่ต้องยืนรับผู้โดยสารกันตลอดชั่วโมงทำงาน

ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นคนในทวิตเตอร์มากมายด่าลุงตู่ตอนลงพื้นที่ติดตามระบบหน่วยคัดกรองของด่านควบคุมโรคที่สนามบินสุวรรณภูมิว่าสร้างภาพและผักชีโรยหน้า ญาติๆของเพื่อนที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศช่วงที่มีการระบาดแรกๆก็บอกว่าขากลับเข้ามาไม่เห็นมีด่านอะไรมาก จนอดเป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชนในประเทศไม่ได้ แม้ว่าสำนักข่าวบางประเทศจะยังคงยืนยันว่าไทยเราเป็นประเทศที่มีระบบการควบคุมโรคดีเป็นอันดับต้นๆของโลกก็ตาม สารภาพว่าจริงๆก็แอบคิดว่าน่าจะเป็นอย่างที่เขาว่าตามประสาภาพจำของคำว่าข้าราชการทั่วๆไป

พอกลับเข้ามาที่สุวรรณภูมิจริงๆ มันคนละเรื่องกับที่คิดไว้เลยจ้า คนทุกคนต้องเดินผ่านช่องแคบๆที่กั้นเอาไว้ตรงนี้เพื่อที่จะตรวจสกรีนดูว่าอุณหภูมิของร่างกายสูงเกินที่กำหนดหรือเปล่า

รอบๆข้างก็ล้อมรอบไปด้วยแผ่นป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสที่กำลังระบาด หลุดออกมาได้อีกหน่อยก็มีโต๊ะคุณหมอกับพยาบาลนั่งรอสแตนบาย ทุกคนดูตั้งใจกับงานที่อยู่ตรงหน้ามาก

เรียกว่าเป็นหรือไม่เป็นก็ไม่รู้ แต่ถ้าเป็นก็พร้อมพุ่งเข้าชาร์ต เอาตัวใส่ถุงซิปล๊อกไม่ให้แพร่เชื้อได้ทันที

นี่ยังไม่นับว่าพอหลุดมาได้แล้ว ก่อนจะเจอ ตม. เข้าไปรับกระเป๋า ยังมีเครื่องและคนนั่งดูอยู่อีกจุด ซึ่งผมเองคิดว่านี่เค้าก็ทำกันแบบรัดกุมมากๆแล้ว ก็เลยสงสัยว่าทำไมคนถึงยังด่ากันเรื่องนี้อยู่อีก หรือยังไม่เชื่อว่าระบบการป้องกันด้านนี้ของไทยมันดีอย่างที่เค้าจัดอันดับกันจริงๆ

ผมคิดว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนโยบายหรือการจัดการด้านอื่นๆ เอาแค่เรื่องสนามบินที่ได้ไปเจอมาด้วยตัวเองนี่แหละ ว่าเออ จริงๆแล้วมันก็ไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้นะ

หรือว่าเราตื่นตูมกันไปเองเพราะว่าเราไม่เชื่อใจรัฐบาลกันอยู่แล้ว?

ถึงบ้านแล้วก็โทรศัพท์ไปเล่าให้เพื่อนคนไทยฟัง เพื่อนบอกมาว่าก็เคยพูดให้ฟังแล้วไงว่าความจริงมันมีอยู่สองด้าน

ความจริงของคุณ และความจริงของผม

อยู่ที่ว่าคุณจะเชื่อใคร

Loading next article...